อย่าหลงเป็นเหยื่อของนายจ้าง ด้วยJD (Job Description) กว้างสุดลูกหูลูกตา


ออกตัวก่อนนะครับ ว่าผมอยากเขียนบทความนี้มานานมากแล้ว แต่มีเหตุผลที่ยังไม่สามารถเขียนได้ เนื่องจากสถานะในตอนนั้น ยังเป็น "ลูกจ้าง" อยู่ 

มารู้จักกับความหมายของ JD (Job Description) กันก่อนครับ

Job Description คืออะไร

Job Descriptionหมายถึง คำอธิบายลักษณะงาน  ใช้ระบุถึงขอบเขตหน้าที่และภาระงานจนถึงความรับผิดชอบของตำแหน่งงานนั้น ๆ ในองค์กร รวมถึงระบุคุณสมบัติที่จำเป็นของตำแหน่งงานด้วย เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน การบริหารงานบุคคล และการจ้างงาน นอกจากนี้ JD ยังสามารถช่วยในการคัดสรรบุคลากรที่มีความเหมาะสมเข้ามาทำงานให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี
ฟังดูแล้ว JDน่าจะมีประโยชน์นะครับ แต่...
ด้วยประสบการณ์ทำงานHR (ฝ่ายบุคคล) ที่ใกล้ชิดทั้งนายจ้าง และยังต้องใกล้ชิดฝ่ายลูกจ้างไปพร้อมกัน ทำให้ทราบว่า นายจ้าง ที่อาจจะเป็นเทพบุตรหรือนางฟ้าในสายตาของพนักงานนั้น แท้จริงเป็นเพียง บุคคลๆหนึ่ง ที่มุ่งแสวงหาผลกำไรให้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ  และ ในสายตาของนายจ้าง  พนักงานหรือลูกจ้างนั้น เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่เป็นบันไดไว้เหยีบย่ำ ให้ก้าวถึงผลกำไร และพร้อมที่จะสรรหาวิธีการต่างๆ เพื่อที่จะเอาเปรียบลูกจ้าง (ไม่เช่นนั้นจะมีการก่อตั้งหน่วยงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานขึ้นมาทำไมล่ะครับ)
1ในเครื่องมือที่นายจ้างใช้เอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง ได้แก่ JD  (Job Description) นี่แหละครับ
จริงอยู่ ตามความหมาย JD มีวัตถุประสงค์ที่ดี  เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน ไม่ทำงานทับซ้อนกัน และให้ผู้ที่ตกลงใจจะมารับงาน (ลูกจ้าง) ในตำแหน่งนั้นๆทราบถึงหน้าที่และขอบเขตในการทำงาน
แต่JD -ของทุกตำแหน่ง มีข้อนี้อยู่ครับ

"และงานอื่นๆที่ได้รับมอบหมาย"

ตอนที่เราสมัครและสัมภาษณ์งานผ่าน  เมื่อถึงวันปฐมนิเทศน์ งานบุคคลก็จะเอาJDมาให้เราเซ็นต์รับทราบขอบเขตงาน เราก็อ่านๆและเมื่อเรามั่นใจว่าภาระงานนั้นตรงกับความสามารถของเรา เราก็ตกลงปลงใจรับหน้าที่นั้นมา (ด้วยความยินดีปรีดา เรียกได้ว่าไม่บ่นซักคำ ขอให้ได้งานเถอะน่า)  
เมื่อทำงานไปได้สักพัก เรียกได้ว่ากล้าแกร่ง เจนจัด ผ่านห้วงแรกของการฝึกงานมาได้ ภาระงานจะค่อยๆมากขึ้น มากจนเราเกิดความสงสัย ว่างานที่สั่งมามันเกี่ยวข้องกับตำแหน่งของเราตรงไหน และนำความสงสัยนั้นไปถามHR 

HRก็จะเปิดJDให้เราอ่าน และฝืนใจบอกกับเราตามหน้าที่ว่า ตรงนี้ไง "และงานอื่นๆที่ได้รับมอบหมาย" (อย่าโทษHRเลยครับ เขาก็ลูกจ้างที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเรานี่แหละ)
รู้ซึ้งและรู้ตัว แต่ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ เนื่องจากทำงานมานาน อายุมากขึ้น ค่าตอบแทนสูงขึ้น หนี้สินมากขึ้น ค่าใช้จ่ายและภาระที่บ้านมากขึ้น จะเปลี่ยนงานตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝืดซะแล้ว
สุดท้ายก็ต้องหลอกตัวเองว่า ทนอยู่เพื่อ "สปิริต" ทั้งๆที่ความเป็นจริงคือ "ไม่มีที่ไป"


ตัวผมยังโชคดี(นิดๆ)ที่รู้สึกตัวและเข้าใจ ในตอนที่ยังเปลี่ยนแปลงอะไรๆได้ แต่พี่ๆที่บริษัท(เดิม) ของผม ที่เค้าทำงานมานานมากๆ หลายคน ท้อแท้ ท้อถอย เสียน้ำตา คับแค้นใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้
จากใจอดีตHR และจากใจอดีตมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งครับ